ระบบพิมพ์บรรจุภัณฑ์มีแบบไหนบ้าง? เลือกแบบไหนให้เหมาะกับสินค้าและจำนวนผลิต

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมกล่องกระดาษ ถุงขนม แก้วพลาสติก หรือฉลากสินค้า ถึงใช้วิธีพิมพ์ไม่เหมือนกัน? เหตุผลคือ บรรจุภัณฑ์แต่ละชนิดมีวัสดุ รูปทรง และจำนวนการผลิตแตกต่างกัน ระบบที่เหมาะกับกล่องกระดาษจึงอาจไม่เหมาะกับแก้วพลาสติก และระบบที่คุ้มสำหรับการผลิตจำนวนมากก็อาจไม่เหมาะกับงานจำนวนน้อย

ระบบพิมพ์ที่พบได้บ่อยในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ ได้แก่ Offset, Flexographic, Gravure, Screen Printing และ Digital Printing แต่ละระบบมีจุดเด่นและเหมาะกับงานต่างกัน

มาดูกันว่าแต่ละแบบต่างกันอย่างไร

 

ระบบพิมพ์บรรจุภัณฑ์คืออะไร?

ระบบพิมพ์บรรจุภัณฑ์ คือ กระบวนการถ่ายทอดข้อความ โลโก้ ภาพ หรือลวดลายลงบนวัสดุที่ใช้ทำบรรจุภัณฑ์

สิ่งที่แตกต่างกันในแต่ละระบบ คือ วิธีที่หมึกหรือภาพถูกถ่ายทอดลงบนวัสดุ

บางระบบต้องทำเพลทหรือแม่พิมพ์ก่อนเริ่มผลิต บางระบบสามารถส่งข้อมูลจากไฟล์ดิจิทัลเข้าสู่เครื่องพิมพ์ได้โดยตรง ขณะที่บางระบบเหมาะกับการพิมพ์ลงบนชิ้นงานที่ขึ้นรูปเรียบร้อยแล้ว เช่น แก้วพลาสติก

จึงไม่มีระบบไหนที่เรียกว่า “ดีที่สุด” สำหรับบรรจุภัณฑ์ทุกประเภท แต่ต้องเลือกให้เหมาะกับงาน

 

1. Offset Printing — เหมาะกับงานกระดาษที่ต้องการรายละเอียด

Offset Printing หรือระบบออฟเซต เป็นระบบที่นิยมใช้กับงานกระดาษ เพราะสามารถพิมพ์ภาพ ตัวอักษร และรายละเอียดของ Artwork ได้คมชัด รวมถึงรองรับงานพิมพ์หลายสีได้ดี

จึงมักพบในงานประเภท กล่องอาหาร กล่องขนม กล่องเบเกอรี่ กล่องสินค้า ฉลากกระดาษ และบรรจุภัณฑ์กระดาษประเภทต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม ระบบ Offset มีขั้นตอนเตรียมงาน เช่น การทำเพลทและตั้งเครื่อง จึงเหมาะกับงานที่มีจำนวนผลิตระดับหนึ่ง หากผลิตน้อยมาก ต้นทุนเฉลี่ยต่อชิ้นอาจสูงกว่าระบบที่ไม่ต้องทำเพลท

เหมาะกับ: งานกระดาษที่ต้องการรายละเอียดของงานพิมพ์ดี และผลิตในปริมาณที่เหมาะสม

ตัวอย่างจากการผลิตจริง: สำหรับบรรจุภัณฑ์กระดาษของ CPW by SAJJAPACK ใช้ระบบ Offset Printing ร่วมกับ หมึกพิมพ์จากถั่วเหลือง (Soy-based Ink) ในงานพิมพ์ เพื่อให้เหมาะกับลักษณะของบรรจุภัณฑ์กระดาษและควบคุมคุณภาพของงานพิมพ์ให้มีความสม่ำเสมอ

 

 

2. Flexographic Printing — เหมาะกับงานผลิตต่อเนื่องจำนวนมาก

Flexographic Printing หรือ Flexo เป็นระบบที่พบได้มากในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ เพราะสามารถพิมพ์ต่อเนื่องด้วยความเร็วสูงและใช้กับวัสดุได้หลายประเภท

เราจึงมักพบ Flexo ในงาน ถุงบรรจุภัณฑ์ ฟิล์ม ฉลากสินค้า และกล่องกระดาษลูกฟูก ระบบนี้ต้องมีการเตรียมแม่พิมพ์และตั้งเครื่องก่อนผลิต จึงเหมาะกับงานที่มีจำนวนมากพอให้ต้นทุนในการเตรียมงานถูกเฉลี่ยไปกับจำนวนสินค้า

เหมาะกับ: ถุง ฟิล์ม ฉลาก กล่องลูกฟูก และงานที่ต้องผลิตต่อเนื่องจำนวนมาก

 

3. Gravure Printing — เหมาะกับ Flexible Packaging ปริมาณสูง

Gravure Printing หรือระบบกราเวียร์ พบได้มากในงานบรรจุภัณฑ์แบบอ่อน หรือ Flexible Packaging

ตัวอย่างที่เห็นได้ง่าย เช่น ซองขนม ซองกาแฟ ซองอาหาร และฟิล์มบรรจุสินค้าที่มีลวดลายหลายสี จุดเด่นคือสามารถผลิตต่อเนื่องด้วยความเร็วสูง ให้รายละเอียดและความสม่ำเสมอของงานพิมพ์ได้ดี จึงเหมาะกับสินค้าที่ต้องผลิตเป็นจำนวนมาก แต่เนื่องจากมีต้นทุนในการเตรียมกระบอกพิมพ์ จึงไม่เหมาะนักกับงานจำนวนน้อยหรือสินค้าที่เปลี่ยน Artwork บ่อย

เหมาะกับ: ซองและ Flexible Packaging ที่มีปริมาณการผลิตสูง

 

4. Screen Printing — เหมาะกับการพิมพ์ลงบนภาชนะโดยตรง

Screen Printing หรือการพิมพ์สกรีน เป็นระบบที่สามารถนำมาใช้พิมพ์บนชิ้นงานที่ขึ้นรูปแล้วได้ เช่น แก้วพลาสติก ขวด กระปุก และภาชนะบางประเภท

ตัวอย่างที่ใกล้ตัวคือ ร้านเครื่องดื่มที่ต้องการพิมพ์โลโก้ลงบนแก้วพลาสติก

ระบบนี้เหมาะกับงานประเภท โลโก้ ตัวอักษร หรือลวดลายที่มีจำนวนสีไม่ซับซ้อนมาก แต่หากเป็นภาพถ่าย การไล่เฉด หรือ Artwork ที่มีรายละเอียดสูงมาก อาจต้องพิจารณาระบบอื่นหรือเทคนิคการผลิตเพิ่มเติม

เหมาะกับ: แก้วพลาสติก ขวด และภาชนะที่ต้องการพิมพ์ลงบนชิ้นงานโดยตรง

 

5. Digital Printing — เหมาะกับงานจำนวนน้อยและหลาย Artwork

Digital Printing มีจุดเด่นตรงที่ไม่ต้องทำเพลทแบบระบบพิมพ์ดั้งเดิม ทำให้มีความยืดหยุ่นในการผลิตสูง จึงเหมาะกับ งานจำนวนน้อย งานทดลองตลาด งาน Limited Edition หรือสินค้าที่มี Artwork หลายแบบ

ตัวอย่างเช่น แบรนด์ที่ต้องการทดลองผลิตกล่องสินค้าเพียงจำนวนหนึ่งก่อน หากสินค้าได้รับการตอบรับดีจึงค่อยเพิ่มจำนวนการผลิต

อย่างไรก็ตาม Digital ไม่ได้หมายความว่าจะมีต้นทุนต่ำที่สุดเสมอไป เพราะเมื่อจำนวนผลิตสูงขึ้น ระบบอื่นอาจมีต้นทุนเฉลี่ยต่อชิ้นที่เหมาะสมกว่า

เหมาะกับ: งานจำนวนน้อย หลาย Artwork หรือสินค้าที่เปลี่ยนแบบบ่อย

 

ทำไมจำนวนผลิตถึงมีผลต่อระบบพิมพ์และราคา?

งานพิมพ์หลายระบบมีต้นทุนก่อนเริ่มผลิต เช่น การทำเพลทหรือแม่พิมพ์ การตั้งเครื่อง การตั้งสี และวัสดุที่ใช้ระหว่างการทดสอบเครื่อง

สมมติว่ามีต้นทุนเตรียมงาน 10,000 บาท

หากผลิต 1,000 ชิ้น ต้นทุนส่วนนี้เฉลี่ยเท่ากับ 10 บาทต่อชิ้น

แต่ถ้าผลิต 10,000 ชิ้น จะเหลือเฉลี่ยเพียง 1 บาทต่อชิ้น

นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้งานพิมพ์บรรจุภัณฑ์บางประเภทมี MOQ หรือจำนวนสั่งผลิตขั้นต่ำ และเมื่อจำนวนผลิตเพิ่มขึ้น ราคาต่อชิ้นจึงมักลดลง

ในทางกลับกัน หากต้องการผลิตจำนวนน้อย การเลือก Digital Printing ซึ่งไม่ต้องทำเพลทแบบระบบดั้งเดิมอาจเหมาะสมกว่าในบางงาน

หมายเหตุ: ตัวเลขข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างเพื่ออธิบายหลักการ ไม่ใช่อัตราค่าผลิตจริง

 

อย่าเลือกระบบพิมพ์จากจำนวนอย่างเดียว

แม้จำนวนผลิตจะสำคัญ แต่ไม่ควรใช้เป็นเกณฑ์เดียว ก่อนสั่งผลิตควรดูอย่างน้อย 4 เรื่อง ได้แก่ วัสดุของบรรจุภัณฑ์ รูปทรง จำนวนผลิต และลักษณะของ Artwork

เช่น ต้องการพิมพ์โลโก้ลงบนแก้วพลาสติกที่ขึ้นรูปแล้ว ก็มีเงื่อนไขต่างจากการพิมพ์กล่องกระดาษ แม้จะสั่งจำนวนเท่ากันก็ตาม

ดังนั้น วิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับผู้สั่งผลิตคือ กำหนดโจทย์ของตัวเองให้ชัด แล้วให้ผู้ผลิตช่วยแนะนำระบบที่เหมาะสม แทนการเลือกระบบพิมพ์จากชื่อเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว

 

ก่อนสั่งพิมพ์บรรจุภัณฑ์ ควรเตรียมอะไรบ้าง?

เจ้าของแบรนด์ไม่จำเป็นต้องรู้ตั้งแต่แรกว่าต้องใช้ Offset, Flexo หรือระบบไหน เพียงเตรียมข้อมูลสำคัญให้ชัดเจน ได้แก่ ประเภทและขนาดของบรรจุภัณฑ์ จำนวนที่ต้องการผลิต จำนวนสีหรือ Artwork และลักษณะการใช้งาน

ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ผลิตประเมิน ระบบพิมพ์ MOQ ต้นทุน และระยะเวลาผลิต ได้เหมาะกับงานมากกว่า

 

สรุป

ระบบพิมพ์บรรจุภัณฑ์แต่ละแบบมีจุดเด่นและเหมาะกับงานแตกต่างกัน ไม่มีระบบใดที่ดีที่สุดสำหรับบรรจุภัณฑ์ทุกประเภท เพราะการเลือกใช้ต้องพิจารณาร่วมกันทั้ง วัสดุ รูปทรง จำนวนผลิต และลักษณะของ Artwork

หากเป็นงานกระดาษที่ต้องการรายละเอียดสูง อาจเหมาะกับ Offset Printing งานถุง ฟิล์ม หรือฉลากที่ผลิตต่อเนื่องจำนวนมากมักพบ Flexographic Printing ส่วนงาน Flexible Packaging ปริมาณสูงอาจใช้ Gravure Printing ขณะที่การพิมพ์โลโก้ลงบนภาชนะสำเร็จรูป เช่น แก้วพลาสติก สามารถใช้ Screen Printing ได้ และหากเป็นงานจำนวนน้อยหรือมีหลาย Artwork ก็อาจเหมาะกับ Digital Printing

ดังนั้น ก่อนสั่งผลิต ควรเริ่มจากการกำหนดความต้องการของงานให้ชัดเจน แล้วให้ผู้ผลิตช่วยประเมินระบบพิมพ์ที่เหมาะสม เพราะการเลือกระบบพิมพ์ให้ถูกกับงาน จะช่วยให้ได้ทั้ง คุณภาพงานพิมพ์ที่เหมาะสม ต้นทุนที่คุ้มค่า และจำนวนการผลิตที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง

 

แหล่งอ้างอิงข้อมูล

ข้อมูลที่ 1 จาก : สมาคมการพิมพ์ไทย
เรี่อง : เทคโนโลยีการพิมพ์ดิจิทัล และการควบคุมคุณภาพทางการพิมพ์
ลิงก์ : https://www.thaiprint.org/2026/04/academy/20260926-digital-printing-technology/

 

ข้อมูลที่ 2 จาก : Thai Print Awards 2020

เรี่อง : บรรจุภัณฑ์อ่อนตัวที่พิมพ์ด้วยระบบ Gravure

ลิงก์ : https://www.thaiprintawards.com/tp2020/portfolio/21-flexible-packaging-gravure/