เมื่อบรรจุภัณฑ์อาหารไม่ผ่านมาตรฐาน จะเกิดอะไรขึ้นกับผู้ผลิตและผู้จำหน่าย?

บรรจุภัณฑ์อาหารเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด ไม่ว่าจะเป็นแก้วเครื่องดื่ม ชามกระดาษ กล่องอาหาร หรือภาชนะสำหรับเดลิเวอรี่ นอกจากความสวยงามและความสะดวกในการใช้งานแล้ว อีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือ คุณภาพและมาตรฐานของบรรจุภัณฑ์

แต่เคยสงสัยไหมว่า หากบรรจุภัณฑ์อาหารไม่ผ่านมาตรฐานที่กำหนด จะเกิดอะไรขึ้น? ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบเพียงฝ่ายเดียวหรือไม่ และผู้จำหน่ายที่รับสินค้ามาขายต่อจะได้รับผลกระทบด้วยหรือเปล่า?

เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะกับคุณภาพสินค้าเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ความน่าเชื่อถือของธุรกิจ และความรับผิดชอบทางกฎหมายอีกด้วย

 

บรรจุภัณฑ์อาหารไม่ผ่านมาตรฐาน หมายถึงอะไร?

การที่บรรจุภัณฑ์อาหารไม่ผ่านมาตรฐาน อาจหมายถึงผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติไม่เป็นไปตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพของวัสดุ ผลการทดสอบด้านความปลอดภัย หรือข้อกำหนดเฉพาะของผลิตภัณฑ์แต่ละประเภท

ตัวอย่างปัญหาที่อาจพบ ได้แก่

  • วัสดุมีสารบางชนิดเกินค่าที่มาตรฐานกำหนด
  • ผลิตภัณฑ์ไม่ผ่านการทดสอบตามเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
  • กระบวนการผลิตหรือการควบคุมคุณภาพไม่เป็นไปตามข้อกำหนด
  • มีการใช้เครื่องหมาย มอก. โดยไม่ได้รับอนุญาต
  • ผลิตหรือนำเข้าสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรฐานบังคับโดยไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านการอนุญาต

อย่างไรก็ตาม การไม่ผ่านมาตรฐานด้านคุณภาพ ไม่ได้หมายความว่าจะมีความผิดทางกฎหมายในทุกกรณี เพราะต้องพิจารณาประเภทของมาตรฐาน ข้อกำหนดที่ใช้บังคับ และลักษณะการกระทำที่เกี่ยวข้อง

เช่นเดียวกับการที่บรรจุภัณฑ์ไม่มีเครื่องหมาย มอก. ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นสินค้าผิดกฎหมายเสมอไป เนื่องจากมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมมีทั้งมาตรฐานทั่วไปและมาตรฐานบังคับ ซึ่งมีข้อกำหนดแตกต่างกัน

 

ตอนนี้บรรจุภัณฑ์อาหารประเภทไหนเป็นมาตรฐานบังคับแล้วบ้าง?

บรรจุภัณฑ์อาหารแต่ละประเภทมีมาตรฐานและกำหนดเวลาบังคับใช้แตกต่างกัน โดยตัวอย่างมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

  • มอก. 655 เล่ม 1-2553 ภาชนะและเครื่องใช้พลาสติกสำหรับอาหาร ครอบคลุมวัสดุพลาสติกตามที่มาตรฐานกำหนด เช่น PP และ PET มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2566
  • มอก. 2493 เล่ม 1-2554 และเล่ม 2-2556 ภาชนะพลาสติกบรรจุอาหารสำหรับเตาไมโครเวฟ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2566
  • มอก. 3438-2565 กระดาษสัมผัสอาหารสำหรับปรุงอาหารด้วยความร้อน มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2569
  • มอก. 2948-2562 กระดาษสัมผัสอาหาร มีกำหนดเริ่มบังคับใช้วันที่ 22 มิถุนายน 2570

เมื่อมาตรฐานมีผลบังคับใช้ ผู้ผลิตและผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในขอบข่ายต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านการอนุญาตและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ต้องพิจารณาขอบข่ายของแต่ละมาตรฐานและข้อยกเว้นตามกฎหมายประกอบด้วย

 

1. ผลกระทบต่อผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์อาหาร

ผู้ผลิตมีบทบาทสำคัญในการควบคุมคุณภาพสินค้า ตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ กระบวนการผลิต ไปจนถึงการตรวจสอบผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป

หากพบว่าสินค้าไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง อาจส่งผลกระทบหลายด้าน

ด้านต้นทุนการผลิต

สินค้าที่ไม่ผ่านข้อกำหนดอาจต้องถูกแยกกัก ตรวจสอบเพิ่มเติม แก้ไข หรือจัดการตามความเหมาะสม ทำให้เกิดต้นทุนเพิ่มขึ้น และอาจกระทบต่อกำหนดการส่งมอบสินค้า

ด้านความน่าเชื่อถือ

หากลูกค้าได้รับสินค้าที่มีปัญหาด้านคุณภาพอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้ความเชื่อมั่นต่อผู้ผลิตลดลง และส่งผลต่อโอกาสในการสั่งซื้อครั้งต่อไป

ด้านกฎหมาย

ในกรณีที่เป็นสินค้าภายใต้มาตรฐานบังคับ ผู้ผลิตต้องได้รับใบอนุญาตก่อนทำผลิตภัณฑ์ และต้องทำผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง แม้จะได้รับใบอนุญาตแล้ว หากสินค้าที่ผลิตออกมาไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ก็อาจมีความผิดตามกฎหมายได้เช่นกัน โดยขึ้นอยู่กับลักษณะและข้อเท็จจริงของการกระทำ

การควบคุมคุณภาพอย่างสม่ำเสมอจึงไม่ใช่เพียงการทำให้สินค้าออกจากโรงงานได้ แต่ยังเป็นส่วนสำคัญในการรักษามาตรฐานและความน่าเชื่อถือของธุรกิจในระยะยาว

 

2. ผู้จำหน่ายไม่ได้ผลิตสินค้าเอง ต้องรับผิดชอบด้วยหรือไม่?

หลายคนอาจเข้าใจว่า เมื่อรับสินค้าจากโรงงานมาจำหน่ายต่อ ความรับผิดชอบเรื่องมาตรฐานย่อมเป็นของผู้ผลิตทั้งหมด

แต่ในความเป็นจริง ผู้จำหน่ายก็อาจมีความรับผิดชอบตามกฎหมายได้เช่นกัน

สำหรับสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรฐานบังคับ ผู้จำหน่ายควรตรวจสอบว่าสินค้ามาจากผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย และผลิตภัณฑ์อยู่ในขอบข่ายที่ได้รับอนุญาตหรือไม่

นอกจากนี้ ควรตรวจสอบเครื่องหมายมาตรฐานและข้อมูลที่กฎหมายกำหนด โดยตำแหน่งและรูปแบบการแสดงเครื่องหมายหรือฉลากอาจแตกต่างกันตามข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์แต่ละประเภท

หากมีการจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เข้าข่ายฝ่าฝืนข้อห้ามตามมาตรา 36 หรือ 36/1 ผู้จำหน่ายอาจมีความรับผิดตามกฎหมาย โดยต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและองค์ประกอบความผิดที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ แม้ยังไม่มีข้อสรุปเรื่องความผิดทางกฎหมาย ผู้จำหน่ายก็อาจได้รับผลกระทบทางธุรกิจ เช่น

  • ลูกค้าร้องเรียนหรือขอคืนสินค้า
  • ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบปัญหา
  • เกิดความล่าช้าในการจัดส่งสินค้าทดแทน
  • สูญเสียความเชื่อมั่นจากลูกค้า

ดังนั้น การรับสินค้ามาจำหน่ายต่อจึงไม่ควรพิจารณาเพียงราคาและความพร้อมของสินค้า แต่ควรตรวจสอบแหล่งที่มา ข้อมูลผู้ผลิต เครื่องหมายมาตรฐาน และเอกสารใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องด้วย

 

3. หากฝ่าฝืนมาตรฐาน มอก. บังคับ มีบทลงโทษอย่างไร?

มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ มอก. มีทั้งมาตรฐานทั่วไปและมาตรฐานบังคับ ซึ่งมีผลทางกฎหมายแตกต่างกัน

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใต้มาตรฐานบังคับ ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่ายต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง

ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตัวอย่างบทลงโทษ ได้แก่

ลักษณะความผิด มาตราที่เกี่ยวข้อง บทกำหนดโทษ โทษสูงสุด
ผลิตสินค้าภายใต้มาตรฐานบังคับโดยไม่ได้รับอนุญาต มาตรา 20 มาตรา 48 จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นำเข้าสินค้าภายใต้มาตรฐานบังคับโดยไม่ได้รับอนุญาต มาตรา 21 มาตรา 48 จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ผู้รับใบอนุญาตไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการทำหรือนำเข้าผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามมาตรฐาน มาตรา 29 มาตรา 51 จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
จำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เข้าข่ายฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย มาตรา 36 หรือ 36/1 มาตรา 55 จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้ การไม่ผ่านการทดสอบไม่ได้หมายความว่าจะมีความผิดทางกฎหมายในทุกกรณี เพราะต้องพิจารณาข้อเท็จจริง องค์ประกอบความผิด และบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องเป็นรายกรณี

นอกจากนี้ การใช้หรือแสดงเครื่องหมาย มอก. โดยไม่ได้รับอนุญาตยังอาจเข้าข่ายความผิดตามบทบัญญัติอื่นของกฎหมายด้วย

 

4. ผลกระทบอาจส่งต่อไปถึงร้านอาหารและผู้บริโภค

แม้ร้านอาหาร ร้านกาแฟ หรือร้านเครื่องดื่มจะไม่ได้เป็นผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์โดยตรง แต่การเลือกใช้ภาชนะที่มีปัญหาด้านคุณภาพหรือไม่เหมาะกับการใช้งาน ก็อาจส่งผลต่อธุรกิจได้

ตัวอย่างเช่น การใช้ภาชนะที่ไม่เหมาะกับอุณหภูมิของอาหาร อาจทำให้ภาชนะเสียรูป รั่วซึม หรือเกิดปัญหาระหว่างการจัดส่ง

นอกจากนี้ หากวัสดุไม่เป็นไปตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย ก็อาจมีความเสี่ยงต่อการเคลื่อนย้ายของสารบางชนิดจากบรรจุภัณฑ์สู่อาหารภายใต้สภาวะการใช้งานบางอย่าง

ปัญหาเหล่านี้อาจนำไปสู่ข้อร้องเรียน การคืนสินค้า หรือความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของร้านค้า

ดังนั้น การเลือกบรรจุภัณฑ์จึงไม่ควรพิจารณาเพียงราคา แต่ควรคำนึงถึงคุณภาพ มาตรฐาน และความเหมาะสมกับอาหารที่บรรจุควบคู่กันไปด้วย

 

5. ก่อนเลือกซื้อบรรจุภัณฑ์อาหาร ควรตรวจสอบอะไรบ้าง?

เพื่อลดความเสี่ยงจากการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสม ผู้ประกอบการควรพิจารณาข้อมูลสำคัญดังต่อไปนี้

ตรวจสอบมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง

บรรจุภัณฑ์แต่ละประเภทอาจอยู่ภายใต้มาตรฐานที่แตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบว่าสินค้านั้นมีมาตรฐานใดเกี่ยวข้อง และเป็นมาตรฐานบังคับแล้วหรือยัง

ตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้า

ควรเลือกซื้อจากผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายที่มีข้อมูลชัดเจน สามารถให้รายละเอียดเกี่ยวกับวัสดุ คุณสมบัติ และการใช้งานของผลิตภัณฑ์ได้

ตรวจสอบเครื่องหมาย ใบอนุญาต และขอบข่ายผลิตภัณฑ์

สำหรับสินค้าที่ต้องได้รับอนุญาต ควรตรวจสอบเครื่องหมาย มอก. บนสินค้า เลขใบอนุญาต ชื่อผู้ได้รับอนุญาต และขอบข่ายผลิตภัณฑ์ว่าตรงกับสินค้าที่ต้องการซื้อหรือไม่ โดยสามารถตรวจสอบข้อมูลผ่านเว็บไซต์ของ สมอ.

การมีใบอนุญาตของสินค้าประเภทหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าจะครอบคลุมสินค้าทุกประเภทของผู้ผลิตรายเดียวกัน

เลือกให้เหมาะกับการใช้งานจริง

แม้ผลิตภัณฑ์จะเป็นไปตามมาตรฐาน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเหมาะกับอาหารทุกประเภทหรือทุกอุณหภูมิ

ตัวอย่างเช่น ภาชนะสำหรับอาหารเย็นอาจไม่เหมาะกับอาหารร้อนจัด และภาชนะที่ใช้สัมผัสอาหารได้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนำเข้าไมโครเวฟได้เสมอไป

 

CPW กับความพร้อมด้านมาตรฐาน

CPW by SAJJA PACK ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท สัจจะ แพ็ค จำกัด ให้ความสำคัญกับคุณภาพและความปลอดภัยของบรรจุภัณฑ์อาหาร โดยมีการได้รับใบอนุญาตมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) สำหรับผลิตภัณฑ์ตามขอบข่ายที่ได้รับอนุญาต ได้แก่

  • มอก. 2948-2562 กระดาษสัมผัสอาหาร เลขใบอนุญาต 9408-16/2948 สำหรับผลิตภัณฑ์กระดาษสัมผัสอาหารตามขอบข่ายที่ได้รับอนุญาต โดยได้รับใบอนุญาตก่อนวันที่มาตรฐานมีผลบังคับใช้ในวันที่ 22 มิถุนายน 2570
  • มอก. 655 เล่ม 1-2553 ภาชนะและเครื่องใช้พลาสติกสำหรับอาหาร ครอบคลุมวัสดุพลาสติกตามที่มาตรฐานกำหนด เช่น PP และ PET ทั้งนี้ เฉพาะผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในขอบข่ายใบอนุญาตของบริษัท
  • มอก. 2493 เล่ม 2-2556 ภาชนะพลาสติกบรรจุอาหารสำหรับเตาไมโครเวฟ เล่ม 2 สำหรับการอุ่นครั้งเดียว ทั้งนี้ เฉพาะผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในขอบข่ายใบอนุญาตของบริษัท

ลูกค้าสามารถตรวจสอบข้อมูลใบอนุญาต ชื่อผู้ได้รับอนุญาต และขอบข่ายผลิตภัณฑ์ผ่านสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เพื่อประกอบการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสมกับการใช้งาน

เพราะสำหรับ CPW มาตรฐานไม่ใช่เพียงเครื่องหมายบนสินค้า แต่เป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบต่อคุณภาพและความมั่นใจของลูกค้า

 

สรุป

เมื่อบรรจุภัณฑ์อาหารไม่ผ่านมาตรฐาน ผลกระทบอาจไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ผลิตเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลต่อผู้นำเข้า ผู้จำหน่าย ร้านอาหาร และผู้บริโภค ทั้งในด้านต้นทุน ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือของธุรกิจ

โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใต้มาตรฐานบังคับ หากมีการฝ่าฝืนข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง ก็อาจนำไปสู่บทลงโทษทางกฎหมายได้ ทั้งกับผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่าย

ดังนั้น การเลือกบรรจุภัณฑ์จึงไม่ควรพิจารณาเพียงราคา แต่ควรให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐานที่เกี่ยวข้อง และความเหมาะสมในการใช้งาน รวมถึงเลือกซื้อจากแหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือและสามารถตรวจสอบข้อมูลสินค้าได้

เพราะบรรจุภัณฑ์ที่ดี ไม่ได้มีหน้าที่เพียงใส่อาหารเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความมั่นใจให้กับทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค

หมายเหตุ

ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับกรณีใดกรณีหนึ่ง หากต้องการข้อมูลเฉพาะกรณี ควรสอบถามสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายโดยตรง

 

แหล่งอ้างอิงข้อมูล

ข้อมูลที่ 1 จาก : กระทรวงอุตสาหกรรม

เรื่อง : พระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

ลิงก์ : http://law.industry.go.th/laws/detail/32666

 

ข้อมูลที่ 2 จาก : สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.)

เรื่อง : ข้อมูลมาตรฐานและการตรวจสอบใบอนุญาต

ลิงก์ : https://www.tisi.go.th

 

ข้อมูลที่ 3 จาก : สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

เรื่อง : กฎหมายอาหาร

ลิงก์ : https://food.fda.moph.go.th/food-law/category/announcement-of-the-ministry-of-public-health-1/