ในยุคที่ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะบริการ Delivery และ Takeaway “ถ้วยกระดาษ” กลายเป็นหนึ่งในบรรจุภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะตอบโจทย์ทั้งความสะดวก ความปลอดภัย และเทรนด์รักษ์โลก แต่เมื่อผู้ประกอบการจะเลือกใช้ถ้วยกระดาษ ก็มักจะเกิดคำถามว่า “ควรเลือกถ้วยที่ผลิตในไทย หรือเลือกถ้วยนำเข้าดี?”
บทความนี้จะพาคุณมาเจาะลึกข้อแตกต่างในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น มาตรฐานคุณภาพ, วัสดุที่ใช้, ราคา, การขนส่ง, บริการหลังการขาย ไปจนถึงภาพลักษณ์แบรนด์ เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
1. ภาพรวมตลาดถ้วยกระดาษในปัจจุบัน
ปัจจุบัน ตลาดถ้วยกระดาษในประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคและทิศทางเศรษฐกิจโลก โดยมีปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ถ้วยกระดาษกลายเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ได้รับความนิยม ดังนี้
- ธุรกิจร้านกาแฟและคาเฟ่ขยายตัวรวดเร็ว
ปัจจุบันประเทศไทยมีร้านกาแฟและคาเฟ่หลายหมื่นแห่ง ทั้งร้านแบรนด์ใหญ่ ร้าน Specialty Coffee และร้านชานมไข่มุกที่เปิดใหม่แทบทุกเดือน ทำให้ความต้องการถ้วยกระดาษสำหรับเครื่องดื่มร้อนและเย็นเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง - เทรนด์รักษ์โลกและความยั่งยืน (Sustainability)
ผู้บริโภคไทยเริ่มหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ร้านอาหารและคาเฟ่จึงเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่ ปลอดภัย ย่อยสลายได้ และรีไซเคิลง่าย ซึ่งถ้วยกระดาษตอบโจทย์ได้ดีกว่าพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว - กฎหมายและนโยบายภาครัฐ
หลายประเทศในยุโรปและเอเชียเริ่มมีมาตรการจำกัดการใช้พลาสติก เช่น การห้ามใช้หลอดพลาสติกหรือกล่องโฟม ซึ่งแนวโน้มนี้ส่งผลมาถึงไทย ทำให้ธุรกิจอาหารเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ถ้วยกระดาษเคลือบ PLA หรือ Water-based coating - การเติบโตของตลาดเดลิเวอรี่และแอปพลิเคชันสั่งอาหาร
การสั่งอาหารและเครื่องดื่มผ่านแพลตฟอร์มอย่าง Grab, LINE MAN, Robinhood และ Foodpanda ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้ความต้องการถ้วยกระดาษและฝาครอบ (Dome lid, Flat lid) เพิ่มสูงขึ้น เพราะต้องรองรับการขนส่งและคงสภาพสินค้าได้ดี - ภาพลักษณ์และการสร้างแบรนด์ (Branding)
ถ้วยกระดาษไม่ได้เป็นเพียงบรรจุภัณฑ์ แต่ยังทำหน้าที่เป็น “สื่อโฆษณาเคลื่อนที่” เมื่อพิมพ์โลโก้หรือดีไซน์เฉพาะของร้าน ทำให้ผู้ประกอบการเลือกลงทุนกับถ้วยที่สามารถช่วยสร้างการจดจำแบรนด์ได้
ในตลาดนี้มีทั้ง ถ้วยกระดาษที่ผลิตในประเทศ (Made in Thailand) และ ถ้วยนำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีน เวียดนาม และอินโดนีเซีย ซึ่งแต่ละแบบมี ข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน เช่น
- ถ้วยนำเข้ามักมีราคาต่อหน่วยถูกกว่า แต่ MOQ สูง และใช้เวลาขนส่งนาน
- ถ้วยผลิตในไทยแม้อาจราคาสูงกว่านิดหน่อย แต่ได้ มาตรฐาน มอก. (มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม) และควบคุมคุณภาพได้ดีกว่า รวมถึงส่งมอบสินค้าได้รวดเร็ว
กล่าวได้ว่า ถ้วยกระดาษกำลังเป็นตลาดที่แข่งขันสูง และจะเติบโตต่อเนื่องทั้งจากฝั่งผู้ประกอบการที่ต้องการลดต้นทุนและผู้บริโภคที่ต้องการสินค้าที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
2. มาตรฐาน วัสดุ และการพิมพ์
ถ้วยกระดาษผลิตในไทย
- ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยสำคัญ เช่น มอก., Thai FDA, GHPs, HACCP รวมถึงมาตรฐานสากลอย่าง EU 1935/2004
- ใช้ กระดาษ Food Grade เคลือบสารกันซึมหลากหลาย เช่น PE, PLA, หรือ Water-based coating เพื่อให้เหมาะกับการใช้งานทั้งเครื่องดื่มร้อนและเย็น
- รองรับการพิมพ์ด้วย หมึกถั่วเหลือง (Soy Ink) Food Grade ซึ่งปลอดภัย ไม่ปนเปื้อนสารเคมี และให้สีสวยสดใส
- สามารถปรับแต่งดีไซน์ พิมพ์โลโก้ และเลือกโทนสีตามภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้ง่าย
ถ้วยกระดาษนำเข้า
- แม้บางล็อตจะใช้วัสดุคุณภาพดี แต่หลายครั้งเลือกใช้ กระดาษเกรดต่ำกว่า เพื่อลดต้นทุน
- เคลือบ PE เป็นหลัก ซึ่งกันน้ำได้ดีแต่รีไซเคิลยาก
- มักไม่สามารถยืนยันมาตรฐานการทดสอบ (Migration Test, Heavy Metal Test) ได้ครบถ้วน
- งานพิมพ์บางล็อตใช้หมึกทั่วไป ไม่ใช่ Food Grade ทำให้มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
ถ้วยผลิตในไทยได้เปรียบชัดเจนทั้งด้านมาตรฐาน วัสดุ และงานพิมพ์ เพราะสามารถควบคุมคุณภาพได้ละเอียดกว่า และเหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการสร้างแบรนด์และมั่นใจในความปลอดภัยของผู้บริโภค ขณะที่ถ้วยนำเข้าแม้มีราคาที่ดึงดูด แต่ต้องตรวจสอบคุณภาพอย่างรอบคอบเพื่อลดความเสี่ยง
3. ราคา ปริมาณขั้นต่ำ (MOQ) และการขนส่ง
ถ้วยกระดาษผลิตในไทย
- ปริมาณขั้นต่ำ (MOQ) ยืดหยุ่นกว่า: ผู้ผลิตในไทยหลายแห่งสามารถรับออเดอร์ได้ตั้งแต่ 3,000 ใบขึ้นไป ซึ่งถือว่าเหมาะสำหรับร้านกาแฟ คาเฟ่ หรือธุรกิจขนาดเล็กที่เพิ่งเริ่มต้น ไม่จำเป็นต้องสั่งล็อตใหญ่จนเกินความจำเป็น
- ราคาต่อหน่วยสูงกว่านำเข้าเล็กน้อย: เพราะต้นทุนการผลิตในไทยรวมถึงค่าแรงและวัตถุดิบสูงกว่า แต่แลกกับ คุณภาพ Food Grade, มาตรฐาน มอก. และการควบคุมคุณภาพอย่างใกล้ชิด
- ควบคุมสต็อกได้ง่าย: สามารถสั่งผลิตเพิ่มได้ตามต้องการ ไม่ต้องสต็อกสินค้าเป็นจำนวนมาก → ลดปัญหาทุนจมและความเสี่ยงสินค้าค้างสต็อก
- จัดส่งรวดเร็ว: ผลิตและส่งมอบภายในไม่กี่วันถึง 1–2 สัปดาห์ (ขึ้นอยู่กับปริมาณ) ทำให้ธุรกิจไม่สะดุด
- การเคลมและแก้ไขปัญหา: หากมีปัญหาเรื่องขนาด สีพิมพ์ หรือสินค้าเสียหายจากการขนส่ง ผู้ผลิตในไทยสามารถแก้ไขและเคลมสินค้าได้เร็ว
ถ้วยกระดาษนำเข้า
- ราคาต่อหน่วยถูกกว่าหากสั่งจำนวนมาก: ถ้วยนำเข้ามักถูกกว่าประมาณ 10–20% เมื่อเทียบกับถ้วยที่ผลิตในไทยในกรณีที่สั่งล็อตใหญ่ (10,000–50,000 ใบขึ้นไป) → เหมาะกับผู้ประกอบการรายใหญ่
- MOQ สูง: ส่วนใหญ่กำหนดขั้นต่ำที่ 15,000–50,000 ใบ ทำให้ร้านขนาดเล็กไม่คุ้มที่จะสั่ง เพราะต้องใช้เงินลงทุนสูงและพื้นที่จัดเก็บจำนวนมาก
- ต้นทุนจริงอาจไม่ถูกเสมอไป: แม้ราคาต่อหน่วยถูกกว่า แต่เมื่อบวกค่าขนส่ง ค่าภาษีศุลกากร และความเสี่ยงจากค่าเงินผันผวน อาจทำให้ต้นทุนจริงสูงกว่าที่คิด
- ใช้เวลาขนส่งนาน: ขึ้นอยู่กับวิธีขนส่ง — ทางเรืออาจใช้เวลา 30–45 วัน, ทางเครื่องบินเร็วกว่าประมาณ 7–10 วัน แต่มีต้นทุนสูงกว่ามาก
- ความเสี่ยงเรื่องการล่าช้า: อาจเจอปัญหาเรือดีเลย์, ตู้คอนเทนเนอร์ไม่พอ, หรือการตรวจปล่อยสินค้าล่าช้าที่ศุลกากร ซึ่งส่งผลกระทบต่อการบริหารสต็อกของธุรกิจ
ถ้วยที่ผลิตในไทยตอบโจทย์ทั้งร้านเล็กและธุรกิจที่ต้องการความยืดหยุ่นเรื่องจำนวนและความรวดเร็ว ส่วนถ้วยนำเข้าเหมาะกับผู้ที่เน้นราคาถูกและสั่งครั้งละมาก ๆ แต่ต้องยอมรับความเสี่ยงด้านเวลาและต้นทุนแฝง
แนะนำ: หากต้องการถ้วยกระดาษที่มี MOQ ยืดหยุ่นและบริการหลังการขายที่มั่นใจได้ ผู้ผลิตไทยอย่าง CPW by Sajja Pack หรือ Globe Pack ถือเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม
4. บริการหลังการขาย
ถ้วยกระดาษผลิตในไทย
- มีทีมซัพพอร์ตที่ติดต่อได้ง่าย: ผู้ผลิตไทยส่วนใหญ่มีทีมฝ่ายขายและฝ่ายบริการลูกค้า สามารถให้คำปรึกษาเรื่องขนาดถ้วย การเลือกเคลือบที่เหมาะสม รวมถึงการออกแบบโลโก้และดีไซน์ให้เข้ากับภาพลักษณ์ของร้าน
- แก้ไขปัญหาได้รวดเร็ว: หากพบปัญหาเช่น สีพิมพ์ไม่ตรง ขนาดไม่พอดีกับฝา หรือสินค้าเสียหายจากการขนส่ง ผู้ผลิตในไทยสามารถแก้ไขและส่งสินค้าทดแทนได้ทันทีภายในไม่กี่วัน
- ความยืดหยุ่นสูง: สามารถสั่งผลิตล็อตเล็กเพื่อทดลองตลาด หรือปรับดีไซน์ใหม่ได้บ่อยตามความต้องการ เช่น ลายพิเศษในเทศกาล คริสต์มาส สงกรานต์ หรือปีใหม่
- ความน่าเชื่อถือและการรับประกันคุณภาพ: โรงงานที่ได้มาตรฐานในไทยมักมีการรับประกันคุณภาพสินค้า หากไม่เป็นไปตามที่ตกลงสามารถเคลมได้ง่าย
ถ้วยกระดาษนำเข้า
- การสื่อสารจำกัด: มักไม่มีทีมงานในไทยที่ดูแลโดยตรง ต้องติดต่อผ่านตัวแทนหรือนายหน้า → ทำให้การสื่อสารเรื่องปัญหาสินค้าไม่สะดวก
- เคลมยากและใช้เวลานาน: หากสินค้ามีปัญหา เช่น กระดาษบางเกินไปหรือพิมพ์ผิด อาจต้องรอรอบการนำเข้าครั้งถัดไป ซึ่งกินเวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน
- ไม่มีบริการปรับแต่งเฉพาะ: ถ้วยนำเข้ามักขายเป็นสินค้าสำเร็จรูป ไม่สามารถปรับดีไซน์หรือพิมพ์ลายตามความต้องการเฉพาะของลูกค้าได้ (ยกเว้นสั่งล็อตใหญ่ MOQ สูงมาก)
- ความเสี่ยงเรื่องคุณภาพไม่สม่ำเสมอ: การผลิตในต่างประเทศทำให้ผู้ประกอบการควบคุมคุณภาพได้ยาก บางล็อตอาจมาตรฐานดี แต่บางล็อตอาจมีปัญหา เช่น ขนาดไม่ตรงหรือเนื้อกระดาษไม่สม่ำเสมอ
สำหรับธุรกิจที่ต้องการความมั่นใจในระยะยาว การเลือกใช้ถ้วยกระดาษจาก ผู้ผลิตในไทย ถือว่ามีความได้เปรียบชัดเจน เพราะมีทีมบริการหลังการขายที่ดูแลใกล้ชิด แก้ไขปัญหาได้รวดเร็ว และสามารถปรับผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับแบรนด์และความต้องการเฉพาะได้ ในขณะที่ถ้วยนำเข้ามีข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งเรื่องการสื่อสาร การเคลม และการปรับแต่ง ทำให้มีความเสี่ยงสูงหากเกิดปัญหาสินค้า
5. ภาพลักษณ์และความยั่งยืน (Sustainability)
ถ้วยกระดาษผลิตในไทย
- สนับสนุนสินค้า Made in Thailand: การเลือกใช้ถ้วยที่ผลิตในประเทศช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น เกิดการจ้างงานในชุมชน และสร้างความภูมิใจให้กับร้านที่ใช้วัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ไทย
- ลด Carbon Footprint จากการขนส่ง: ถ้วยที่ผลิตในไทยไม่ต้องขนส่งทางเรือหรือเครื่องบินจากต่างประเทศ → ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า
- ใช้วัสดุรักษ์โลก: ผู้ผลิตไทยเริ่มใช้ PLA (Polylactic Acid) ที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ และ Water-based coating ซึ่งรีไซเคิลง่ายกว่าถ้วยเคลือบ PE
ถ้วยกระดาษนำเข้า
- ราคาถูกกว่าในบางกรณี: หากสั่งปริมาณมาก ราคาต่อหน่วยอาจต่ำกว่าถ้วยผลิตในประเทศ
- แต่เพิ่ม Carbon Footprint สูง: การขนส่งทางเรือหรือเครื่องบินจากจีน เวียดนาม หรืออินเดีย ใช้พลังงานสูงและปล่อยคาร์บอนจำนวนมาก → ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
- ข้อจำกัดด้านวัสดุ: ถ้วยนำเข้าหลายล็อตยังใช้การเคลือบ PE (Polyethylene) ซึ่งรีไซเคิลยาก ต่างจาก Water-based coating ที่เริ่มใช้ในไทย
- ภาพลักษณ์ไม่ยั่งยืนในสายตาผู้บริโภค: ผู้บริโภคบางกลุ่ม โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ Gen Z และ Millennials มักมองว่า “สินค้านำเข้าราคาถูก” ขาดความโปร่งใสเรื่องมาตรฐานและไม่สะท้อนความรับผิดชอบต่อสังคม
ในแง่ ภาพลักษณ์แบรนด์และความยั่งยืน ถ้วยที่ผลิตในไทยถือว่ามีความได้เปรียบชัดเจน เพราะนอกจากจะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังสื่อถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและการสนับสนุนท้องถิ่นได้อย่างชัดเจน ตรงกับความคาดหวังของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ Sustainability + Local Identity ซึ่งช่วยเสริมพลังให้ธุรกิจโดดเด่นและสร้างความแตกต่างในตลาดได้มากกว่า
สรุป
การเลือกใช้ถ้วยกระดาษไม่ใช่เพียงเรื่องของ ราคา เท่านั้น แต่ควรพิจารณา หลายปัจจัยร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น มาตรฐานคุณภาพ, วัสดุและการพิมพ์, MOQ และความยืดหยุ่น, การขนส่ง, บริการหลังการขาย ไปจนถึงภาพลักษณ์และความยั่งยืนของแบรนด์
- ถ้วยผลิตในไทย แม้ราคาจะสูงกว่าบางกรณี แต่ให้ความมั่นใจด้านมาตรฐานความปลอดภัย ควบคุมคุณภาพได้ใกล้ชิด มี MOQ ยืดหยุ่น ส่งมอบรวดเร็ว และบริการหลังการขายที่พร้อมดูแล อีกทั้งยังช่วยสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
- ถ้วยนำเข้า อาจเหมาะกับผู้ประกอบการรายใหญ่ที่สั่งปริมาณมากและต้องการราคาต่อหน่วยที่ประหยัด แต่ต้องยอมรับความเสี่ยงในเรื่องการขนส่ง ความล่าช้า การเคลมสินค้า รวมถึงภาพลักษณ์ที่อาจไม่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ Sustainability
กล่าวโดยสรุป หากคุณเป็นธุรกิจที่ต้องการทั้ง คุณภาพ ความปลอดภัย ความรวดเร็ว และภาพลักษณ์ที่ยั่งยืน การเลือกใช้ ถ้วยกระดาษที่ผลิตในไทย ถือเป็นคำตอบที่เหมาะสมกว่า และยังช่วยสนับสนุนผู้ผลิตท้องถิ่นให้เติบโตไปพร้อมกับธุรกิจของคุณ หากสนใจ ถ้วยกระดาษผลิตในไทย คุณภาพได้มาตรฐาน ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถติดต่อเราได้ที่ Line: @sajjapack เพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้เลยค่ะ
แหล่งอ้างอิงข้อมูล
ข้อมูลจาก : Mordor Intelligence
เรื่อง : Thailand Packaging Market Size & Share Analysis – Growth Trends and Forecast (2025 – 2030)
ลิงก์ : https://www.mordorintelligence.com/industry-reports/thailand-packaging-market