วิธีเลือกขนาดชามพลาสติกให้เหมาะกับอาหารประเภทต่าง ๆ

ในยุคเดลิเวอรีและฟู้ดคอร์ทที่การแข่งขันดุเดือด “การเลือกชามพลาสติก” ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ อีกต่อไป เพราะมันส่งผลทั้งภาพลักษณ์ ความสะดวกในการเสิร์ฟ และต้นทุนโดยตรงของร้านคุณ การเลือกขนาดชามที่เหมาะสมจะช่วยให้เมนูดูน่ากินมากขึ้น บริการได้รวดเร็วขึ้น และลดต้นทุนได้อย่างไม่น่าเชื่อ บทความนี้จึงเป็นคู่มือที่จะพาคุณไปรู้จักวิธีเลือกชามพลาสติกให้พอดี เพื่อให้ทุกเมนูเสิร์ฟออกมาได้อย่างมืออาชีพและคุ้มค่าที่สุด

 

พลาสติกยอดนิยมสำหรับผลิตชาม และหน่วยวัดที่ควรรู้ก่อนเลือก

ก่อนจะเลือกขนาด ควรรู้ว่า “ชามพลาสติก” ทำมาจากพลาสติกชนิดใด และใช้หน่วยวัดอะไรในการบอกขนาด เพราะวัสดุและหน่วยวัดมีผลทั้งความปลอดภัย ความทนทาน และการปิดฝา

พลาสติกยอดนิยมที่ใช้ผลิตชาม

  • PP (Polypropylene)
    ทนร้อนสูง เหมาะกับอาหารอุ่นและเข้าไมโครเวฟได้โดยไม่ปล่อยสารที่เป็นอันตราย (ดูสัญลักษณ์ไมโครเวฟที่ก้นชามประกอบ) ตัววัสดุมีน้ำหนักเบา แข็งแรง ทนกระแทกได้ดี จึงเป็นวัสดุที่ร้านอาหารเดลิเวอรีเลือกใช้มากที่สุด ทนความร้อนได้สูงถึง 101 องศา
  • PET (Polyethylene Terephthalate)
    ใส แข็งแรง เหมาะกับอาหารเย็นหรือสลัด ตัววัสดุโปร่งใสทำให้เห็นสีสันของอาหารสวยงาม เหมาะสำหรับเมนูที่ต้องโชว์หน้าตา เช่น สลัด น้ำผลไม้ หรือของหวานเย็น ไม่ทนความร้อนสูง ทนความร้อนได้ถึง 70 องศา
  • PS (Polystyrene)
    เบา ราคาประหยัด มีผิวมัน เหมาะกับเมนูเย็นหรืออุณหภูมิปกติ เช่น ของทานเล่น ขนมหวาน แต่ไม่ทนความร้อนสูงจึงไม่ควรใช้กับอาหารอุ่นหรือไมโครเวฟ
  • PLA (Polylactic Acid)
    พลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้ ทำจากพืช เช่น ข้าวโพด เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการภาพลักษณ์รักษ์โลก มีความแข็งแรงพอสำหรับอาหารเย็น/อุณหภูมิปกติ และเป็นวัสดุที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในตลาดเดลิเวอรี PLA ใช้งานได้อุณหภูมิสูงสุดประมาณ 140°F (ประมาณ 60 °C)”

💡 คำแนะนำเพิ่มเติม : ดูสัญลักษณ์ที่ก้นชาม เช่น “PP5” หรือ “PET1” เพื่อเช็กประเภทพลาสติกได้ทันที

หน่วยวัดที่ควรรู้ก่อนเลือกชามพลาสติก

  • มิลลิลิตร (ml) หรือ ออนซ์ (oz)
    เป็นหน่วยบอกปริมาณความจุของชาม เพื่อให้รู้ว่าชามใส่อาหารได้กี่กรัม/กี่ถ้วย เช่น ของหวานหรือของทานเล่นมักใช้ 300–500 ml ในขณะที่เมนูหลักใช้ 750–1000 ml
  • ปากกว้าง (mm)
    คือเส้นผ่านศูนย์กลางปากชาม ใช้สำหรับเลือกฝาให้เข้ากันได้พอดี เช่น ปาก 149 มม. ใช้ฝารุ่น PL149 เป็นต้น ถ้าเลือกไม่ตรงฝาอาจไม่ล็อกสนิททำให้หกเลอะเทอะ

💡 คำแนะนำเพิ่มเติม : เมื่อสั่งซื้อชามและฝาควรเช็กทั้ง “ความจุ” และ “ปากกว้าง” ไปพร้อมกัน เพื่อป้องกันปัญหาฝาไม่พอดี

 

ชามพลาสติกขนาดไหน เหมาะกับอาหารแบบใด? คู่มือเลือกง่าย ๆ

ตารางด้านล่างนี้ช่วยให้เห็นภาพรวมว่าชามพลาสติกขนาดไหนเหมาะกับอาหารประเภทใดบ้าง

ประเภทอาหาร ขนาดชามพลาสติกแนะนำ หมายเหตุ
ของทานเล่น / ของหวาน / Topping 300–500 ml (ประมาณ 10–16 oz) เหมาะกับพุดดิ้ง ผลไม้ ขนมหวาน
อาหารน้ำ / ซุป / ก๋วยเตี๋ยวน้ำ 500–750 ml (ประมาณ 16–25 oz) ป้องกันหกด้วยฝาล็อกแน่น
อาหารแห้ง / ข้าว / ก๋วยเตี๋ยวแห้ง 750–1000 ml (ประมาณ 25–34 oz) ขนาดกำลังดีสำหรับเดลิเวอรี
อาหารชุดใหญ่ / เดลิเวอรีพิเศษ 1000 ml ขึ้นไป (34 oz ขึ้นไป) สำหรับเมนูพรีเมียม/ปริมาณมาก

 

เลือกขนาดชามพลาสติกให้เหมาะกับเมนูอาหารแต่ละประเภท

การเลือกขนาดชามพลาสติกให้เหมาะกับเมนูช่วยให้จัดเสิร์ฟได้สวย ดูคุ้มค่า และไม่หกเลอะเทอะ อีกทั้งยังช่วยควบคุมต้นทุนและสร้างภาพลักษณ์ร้านให้ดูเป็นมืออาชีพ

💡 ร้านค้าส่วนใหญ่นิยมใช้ชามพลาสติก PP เนื่องจาก ชามพลาสติก PP สามารถทนความร้อนได้ดีกว่าพลาสติกประเภทอื่น (ประมาณ 100–130 °C) เหมาะสำหรับเมนูที่มีน้ำมันหรืออาหารร้อนจัด เช่น ซุป แกง หรือข้าวแกง นอกจากนี้ยังมีน้ำหนักเบาแต่แข็งแรง ไม่แตกหักง่าย และมีฝาหลากหลายขนาดให้เลือกใช้ร่วมกับฝาล็อกได้แน่น ลดการหกเลอะเทอะ ตัวอย่างเช่น ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือหรือร้านข้าวแกงเดลิเวอรีมักใช้ชามพลาสติก PP ขนาด 750–1000 ml พร้อมฝาล็อกสำหรับใส่ก๋วยเตี๋ยวหรือแกงร้อน ๆ เพราะทนร้อน ไม่บิดเบี้ยว และลูกค้าได้รับอาหารสภาพดี

ต่อไปนี้คือแนวทางเลือกขนาดชามพลาสติกตามประเภทอาหาร พร้อมคำแนะนำเพิ่มเติม:

  • เมนูประเภทน้ำหรือซุป
    เช่น ต้มยำ ก๋วยเตี๋ยว หรือแกง ควรเลือกขนาด 500–750 ml เพื่อให้มีพื้นที่เผื่อการเคลื่อนไหวของน้ำซุปขณะขนส่ง และควรเลือกฝาที่ปิดสนิทหรือฝาล็อกสองชั้น เพื่อป้องกันการหกเลอะเทอะระหว่างการจัดส่ง โดยเฉพาะบริการเดลิเวอรี
  • เมนูอาหารแห้ง ข้าว ก๋วยเตี๋ยวแห้ง หรือสลัด
    ควรเลือกขนาด 750–1000 ml ซึ่งจุได้มากพอสำหรับเมนูหลักอย่างข้าวราดแกงหรือสลัดแบบใส่ท็อปปิ้ง และยังปิดฝาได้ง่ายไม่หกเลอะเทอะ ถ้าต้องแยกน้ำสลัดหรือซอสควรเลือกชามที่มีช่องแบ่งหรือสั่งถ้วยเล็กเพิ่ม
  • ของหวานและท็อปปิ้ง
    เช่น ผลไม้ พุดดิ้ง ขนมไทย ใช้ขนาด 300–500 ml ก็พอ จะช่วยประหยัดพื้นที่จัดเก็บ ลดต้นทุนค่าบรรจุภัณฑ์ และยังทำให้ของหวานดูพอดีไม่ล้นเกิน ทำให้ลูกค้ารับประทานได้สะดวก
  • อาหารจานใหญ่หรือเดลิเวอรีพิเศษ
    สำหรับเมนูพิเศษหรือเซ็ตใหญ่ เช่น ข้าวกล่องพรีเมียม เมนูจัดเลี้ยง เลือกขนาด 1000 ml ขึ้นไป เพื่อใส่ได้ครบถ้วนและดูคุ้มค่าตามปริมาณอาหาร ชามขนาดใหญ่ยังช่วยให้จัดวางเมนูได้สวยขึ้นและลดโอกาสที่อาหารจะถูกบี้หรือเสียรูปขณะขนส่ง

 

ทิปเพิ่มเติม

  • ควรตรวจสอบ “ปากกว้าง” (mm) ของชามทุกครั้งก่อนสั่งซื้อ เพื่อให้เลือกฝาที่เข้ากันได้พอดี
  • สำหรับอาหารที่มีน้ำมันหรือของร้อนจัด ควรเลือกวัสดุ PP ที่ทนความร้อนได้ดี
  • สำหรับอาหารเย็นหรือเมนูที่ต้องโชว์หน้าตา เช่น สลัด ขนมหวานเย็น ควรเลือกวัสดุ PET ที่ใสและแข็งแรง

 

เคล็ดลับเลือกชามพลาสติกให้ตอบโจทย์ธุรกิจของคุณ

  • ตรวจสอบสัญลักษณ์ Food Grade เพื่อความปลอดภัย
    ก่อนซื้อควรดูสัญลักษณ์หรือรหัสที่ก้นชาม เช่น “PP5” หรือ “Food Grade” เพื่อยืนยันว่าเป็นวัสดุที่ได้รับการรับรองสำหรับสัมผัสอาหารโดยตรง ปลอดสารอันตราย ไม่ละลายเมื่อโดนความร้อนหรือไขมัน ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าและลดความเสี่ยงด้านกฎหมาย
  • เลือกวัสดุที่เหมาะกับอุณหภูมิอาหาร
    วัสดุแต่ละชนิดมีคุณสมบัติต่างกัน เช่น PP (Polypropylene) ทนร้อนได้สูง เหมาะกับอาหารอุ่นหรือเข้าไมโครเวฟได้ ส่วน PET (Polyethylene Terephthalate) ใสและแข็งแรง เหมาะกับอาหารเย็นหรือเมนูที่ต้องโชว์หน้าตา หากเลือกวัสดุถูกต้องจะช่วยยืดอายุการใช้งาน ลดการแตกหักและป้องกันสารอันตรายจากการละลายของพลาสติก
  • เลือกฝาให้ตรงกับปากชามเพื่อป้องกันการหก
    นอกจากดูความจุ (ml) แล้ว ต้องดู “ปากกว้าง” (mm) ของชามทุกครั้ง เพราะฝาแต่ละรุ่นมีขนาดเฉพาะ หากเลือกไม่ตรงอาจทำให้ฝาไม่แน่น หกเลอะเทอะ หรือปิดยาก ควรสอบถามผู้ขายถึง “รหัสฝา” ที่ตรงกับรหัสชามเพื่อให้แน่ใจว่าล็อกพอดี
  • เผื่อปริมาณอาหารเพิ่มเล็กน้อย เพื่อรองรับการเสิร์ฟที่มากกว่ามาตรฐาน
    โดยเฉพาะร้านที่เน้น “ให้เยอะ” หรือเมนูเดลิเวอรี ควรเลือกชามที่มีความจุมากกว่าปริมาณอาหารจริงเล็กน้อย (เช่น ใส่ 600 ml เลือกชาม 750 ml) เพื่อป้องกันอาหารล้น ปิดฝายาก และทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าร้านใส่ใจรายละเอียด

เพิ่มเติม:

  • เลือกชามที่มี พื้นลึก/ทรงสูง สำหรับอาหารน้ำ จะลดการหกเวลาขนส่ง
  • สำหรับธุรกิจเดลิเวอรี ควรทดลองใส่อาหารจริงแล้วเขย่าหรือพลิกเล็กน้อยเพื่อทดสอบการรั่วซึมก่อนสั่งจำนวนมาก
  • พิจารณาใช้ ชามและฝาที่ทนซ้อนกันได้ เพื่อประหยัดพื้นที่จัดเก็บและเพิ่มความสะดวกเวลาแพ็ก

 

สรุป

การเลือกขนาดและวัสดุของชามพลาสติกไม่ใช่เพียงเรื่องความสวยงามหรือราคาถูก แต่เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพการบริการ ภาพลักษณ์ของร้าน และความพึงพอใจของลูกค้าโดยตรง การรู้จักชนิดพลาสติกที่นิยมใช้ (เช่น PP, PET, PS, PLA) และเข้าใจหน่วยวัดความจุรวมถึงขนาดปากกว้าง จะช่วยให้คุณเลือกชามและฝาได้เข้ากันพอดี ปลอดภัย และเหมาะสมกับเมนูของคุณ เมื่อเลือกขนาดชามให้สอดคล้องกับประเภทอาหาร เช่น ของหวาน 300–500 ml, เมนูน้ำ 500–750 ml, เมนูหลัก 750–1000 ml และเมนูจานใหญ่ 1000 ml ขึ้นไป คุณจะควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้น ลดการหกเลอะเทอะระหว่างการขนส่ง และสร้างความรู้สึกมืออาชีพให้กับลูกค้าได้ทันที

นอกจากนี้ การตรวจสอบมาตรฐาน Food Grade, การเลือกวัสดุให้เหมาะกับอุณหภูมิอาหาร, การเลือกฝาที่ตรงกับปากชาม และการเผื่อปริมาณเล็กน้อยเป็นเทคนิคเล็ก ๆ ที่สร้างความแตกต่างอย่างมหาศาล โดยเฉพาะในยุคเดลิเวอรีที่ต้องแข่งขันกันทั้งคุณภาพและประสบการณ์ลูกค้า

 

แหล่งอ้างอิง

ข้อมูลจาก: Restaurantware

เรื่อง: Temperature Limits Of Food Packaging Materials

ลิงก์: https://www.restaurantware.com/blogs/take-out-and-delivery/temperature-limits-of-food-packaging-materials?srsltid=AfmBOoo4-ltO_MBG89nTuABP5uFlZP_A9cfh71hLwOlUa0L5ckWfzWIC