ในยุคที่โลกกำลังเผชิญปัญหาภาวะโลกร้อนอย่างรุนแรง “การลดการปล่อยคาร์บอน” กลายเป็นหัวใจสำคัญของทุกภาคธุรกิจ ลูกค้าหลายรายไม่ได้มองหาสินค้าที่ดีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการ “สินค้าที่ดีต่อโลก” ด้วย สำหรับอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อาหารที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้บริโภคมากที่สุด คำว่า “ลดคาร์บอน” ไม่ได้เป็นเพียงคำเท่ ๆ บนฉลากสินค้า แต่คือสิ่งที่สะท้อนความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง
หนึ่งในแนวคิดที่ใช้วัดผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน คือ “Carbon Footprint” หรือ “รอยเท้าคาร์บอน” บทความนี้จะพาคุณมาทำความเข้าใจว่า Carbon Footprint คืออะไร ทำไมธุรกิจบรรจุภัณฑ์ควรให้ความสำคัญ และเราจะช่วยลดผลกระทบต่อโลกได้อย่างไรตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต
Carbon Footprint คืออะไร
Carbon Footprint (คาร์บอนฟุตพรินต์) หมายถึง “ปริมาณก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas) ที่ปล่อยออกมาในหน่วยคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือ CO₂e” จากกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ ทั้งในชีวิตประจำวันและกระบวนการทางอุตสาหกรรม
ก๊าซเรือนกระจกเหล่านี้ เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂), มีเทน (CH₄), และไนตรัสออกไซด์ (N₂O) เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิด “ภาวะโลกร้อน” เพราะมันสะสมอยู่ในบรรยากาศและกักเก็บความร้อนไว้ ทำให้อุณหภูมิโลกค่อย ๆ เพิ่มขึ้นทุกปี
ในระดับธุรกิจ การทำความเข้าใจ Carbon Footprint จึงไม่ใช่เพียงการ “วัดค่าตัวเลขคาร์บอน” แต่เป็นการมองภาพรวมของผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินงานทั้งหมด ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
ในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ Carbon Footprint เกิดขึ้นตลอดทั้งวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (Product Lifecycle) ได้แก่
- การผลิตวัตถุดิบ เช่น กระดาษ พลาสติก หรือ PLA
- กระบวนการแปรรูปในโรงงาน ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า และเชื้อเพลิง
- การขนส่งสินค้าสู่ลูกค้า
- การใช้งานของผู้บริโภค
- การจัดการหลังการใช้ เช่น การรีไซเคิล หรือการฝังกลบ
งานวิจัยจาก Science Direct (2024) เรื่อง “Life Cycle Assessment of Beverage Packaging in Thailand” ชี้ว่า บรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มทุกประเภท (PET Glass Aluminum Paper Carton) มีการปล่อยคาร์บอนตลอดวงจรชีวิต แต่บรรจุภัณฑ์จากเยื่อกระดาษหรือวัสดุผสมชีวภาพสามารถลดผลกระทบได้มากกว่า 20–30% เมื่อเทียบกับพลาสติกทั่วไป
ทุกขั้นตอนในห่วงโซ่ของบรรจุภัณฑ์มีส่วนต่อการสร้างหรือการลดคาร์บอนโดยตรง การเข้าใจและจัดการ Carbon Footprint อย่างถูกวิธีจะช่วยให้ธุรกิจสามารถวางแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับแบรนด์ สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และเปิดโอกาสให้ธุรกิจเติบโตในทิศทาง “ยั่งยืนและมีความรับผิดชอบต่อโลก”
ทำไมธุรกิจบรรจุภัณฑ์ต้องใส่ใจ Carbon Footprint
ในยุคที่ความยั่งยืนกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของการดำเนินธุรกิจ “การลดรอยเท้าคาร์บอน” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของภาพลักษณ์อีกต่อไป แต่เป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้ธุรกิจบรรจุภัณฑ์เติบโตอย่างมั่นคงและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
- ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม
การผลิตบรรจุภัณฑ์ที่คำนึงถึง Carbon Footprint ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่ใช้เพียงครั้งเดียว เช่น แก้ว ชาม และกล่องอาหาร ซึ่งหากเลือกใช้วัสดุทางเลือกหรือออกแบบให้ย่อยสลายได้ จะช่วยลดปริมาณขยะและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
- สร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าและคู่ค้า
องค์กรและร้านอาหารยุคใหม่ต่างมองหาพันธมิตรที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ซัพพลายเออร์ที่มีมาตรฐาน “Green Supply Chain” หรือ “Eco Packaging” จะได้รับความไว้วางใจมากกว่า แบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับ Carbon Footprint จึงมีภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือและได้เปรียบในการแข่งขันทางการตลาด
- ตอบรับนโยบายของภาครัฐและองค์กรสากล
ประเทศไทยตั้งเป้าหมาย “ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)” ภายในปี 2050 การเริ่มวัดและบริหาร Carbon Footprint ตั้งแต่วันนี้จึงเป็นการเตรียมพร้อมให้ธุรกิจสามารถปรับตัวได้ทันต่อมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งในแง่กฎหมาย มาตรฐานการผลิต และการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ
- ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในระยะยาว
การจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การใช้เครื่องจักรประหยัดไฟ การปรับระบบขนส่งให้เหมาะสม หรือการนำของเสียกลับมาใช้ใหม่ ไม่เพียงช่วยลดการปล่อยคาร์บอน แต่ยังช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานได้จริงในระยะยาว เป็นแนวทางที่ให้ผลลัพธ์ทั้งทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
แนวทางลด Carbon Footprint ในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์
การลด Carbon Footprint ไม่ใช่เรื่องไกลตัวของผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์อีกต่อไป เพราะทุกขั้นตอนตั้งแต่วัตถุดิบจนถึงการจัดส่งล้วนมีผลต่อสิ่งแวดล้อมโดยตรง ธุรกิจที่ต้องการเติบโตอย่างยั่งยืนจึงควรปรับแนวทางการดำเนินงานให้เป็นมิตรกับโลกมากที่สุด ซึ่งสามารถทำได้ดังนี้
- ออกแบบให้ใช้วัสดุน้อยลงแต่ยังคงความแข็งแรง
การออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ประหยัดวัสดุ เช่น ลดความหนาของกระดาษหรือพลาสติกเพียง 10–15% สามารถลดปริมาณการปล่อย CO₂ ในระดับโรงงานได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยไม่กระทบต่อความแข็งแรงหรือคุณภาพของสินค้า
- ใช้พลังงานสะอาดในกระบวนการผลิต
การเปลี่ยนมาใช้พลังงานจากแหล่งสะอาด เช่น ติดตั้งระบบ Solar Roof หรือเลือกใช้เครื่องจักรประหยัดพลังงาน ช่วยลดการพึ่งพาไฟฟ้าที่ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลักของอุตสาหกรรม
- ปรับระบบโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
การวางแผนการขนส่งอย่างรอบคอบ เช่น รวมรอบการจัดส่ง ลดการเดินรถเปล่า หรือใช้รถบรรทุกพลังงานทางเลือก (EV หรือ NGV) จะช่วยลดการปล่อย CO₂ จากการเผาไหม้น้ำมันเชื้อเพลิง พร้อมทั้งช่วยประหยัดต้นทุนขนส่งในระยะยาว
- ส่งเสริมการรีไซเคิลและการใช้ซ้ำ (Reuse & Recycle)
ออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ง่าย หรือเลือกใช้วัสดุที่รีไซเคิลง่าย เป็นอีกวิธีที่ช่วยลดของเสียหลังการใช้งาน พร้อมทั้งลดการผลิตวัสดุใหม่ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการปล่อยคาร์บอนในระบบอุตสาหกรรม
งานวิจัย จาก Environmental Engineering Research (2023) เรื่อง “A Comprehensive Life Cycle Assessment Comparing Plastic (PP) and Bioplastics (PLA)” ระบุว่า การเปลี่ยนมาใช้ PLA จากพืช สามารถลดปริมาณคาร์บอนฟุตพรินต์ได้ 30–60% เมื่อเทียบกับ PP【2】 และเมื่อนำแนวทางต่อไปนี้ไปใช้ จะสามารถลดคาร์บอนได้อย่างต่อเนื่อง
บทบาทของ CPW Packaging ในการลด Carbon Footprint
ที่ CPW Packaging เราเชื่อว่า “คุณภาพของบรรจุภัณฑ์ไม่ควรแลกมากับคุณภาพของสิ่งแวดล้อม”
เพราะในฐานะผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์อาหาร เราอยู่ในตำแหน่งที่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมได้อย่างแท้จริง
ทุกกระบวนการผลิตของเราจึงถูกออกแบบให้ “รักษ์โลก” ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง
เราให้ความสำคัญกับทั้ง คุณภาพสินค้า มาตรฐานความปลอดภัย และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไปพร้อมกัน โดยยึดแนวทางหลักดังต่อไปนี้
- ใช้วัสดุ Food Grade ปลอดภัยต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม
- เลือกซัพพลายเออร์ในประเทศเพื่อลดการขนส่งและการปล่อยคาร์บอน
- บริหารจัดการของเสียในโรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ
- วางแผนใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในสายการผลิต
- ส่งเสริมแนวคิด Green Mindset ภายในองค์กร
เป้าหมายของ CPW Packaging ไม่ใช่เพียง “การผลิตบรรจุภัณฑ์ที่ดี” แต่คือ “การผลิตบรรจุภัณฑ์ที่ดีต่อโลก”
เราตั้งใจพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกชิ้นของบรรจุภัณฑ์ที่ออกจากโรงงาน เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนโลกไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนและสะอาดกว่าเดิม
สรุป
Carbon Footprint คือค่าที่ใช้วัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ในหน่วยคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO₂e) ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้สำคัญที่ช่วยให้เรามองเห็นผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการผลิต การขนส่ง การใช้พลังงาน และการกำจัดของเสีย การเข้าใจและบริหารจัดการ Carbon Footprint อย่างถูกต้องจึงเป็นพื้นฐานสำคัญของธุรกิจยุคใหม่ที่ต้องการเติบโตอย่างยั่งยืน สำหรับอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ การลด Carbon Footprint ไม่ได้หมายถึงเพียงการลดการใช้พลังงาน แต่คือการปรับวิธีคิดในทุกขั้นตอน ตั้งแต่วัสดุที่เลือกใช้ กระบวนการผลิต ไปจนถึงการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะกับการรีไซเคิลหรือย่อยสลายได้ ซึ่งทั้งหมดนี้มีส่วนช่วยลดภาระต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับธุรกิจ
CPW Packaging มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด “คุณภาพที่ดีต่อผู้บริโภคและดีต่อโลก” โดยพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการใช้วัสดุ Food Grade การเลือกซัพพลายเออร์ในประเทศเพื่อลดการขนส่ง การวางแผนใช้พลังงานสะอาด และการปลูกจิตสำนึก Green Mindset ให้กับบุคลากรในองค์กร
เพราะเรามองว่า “บรรจุภัณฑ์ที่ดี” ไม่ได้หมายถึงเพียงความสวยงามหรือความทนทาน แต่ต้องเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ช่วยลดรอยเท้าคาร์บอนและขับเคลื่อนสังคมไปสู่โลกที่ยั่งยืนกว่าเดิม นี่คือความตั้งใจของ CPW Packaging ที่จะอยู่เคียงข้างธุรกิจและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
แหล่งอ้างอิงข้อมูล
ข้อมูลที่ 1 จาก : Carbonfact
เรื่อง : The Carbon Footprint of Recycled Packaging
ลิงก์ : https://www.carbonfact.com/blog/knowledge/yawa-recycled-packaging
ข้อมูลที่ 2 จาก : CPW by SAJJA PACK
เรื่อง : สัจจะแพ็ค แพคเกจจิ้งสำหรับทุกคน