วัสดุที่นิยมนำมาเคลือบถ้วยกระดาษใส่อาหารมีแบบไหนบ้าง?

ในปัจจุบัน ถ้วยกระดาษใส่อาหาร ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะในร้านอาหาร คาเฟ่ หรือธุรกิจเดลิเวอรี่ เพราะใช้งานง่าย น้ำหนักเบา และสามารถสั่งผลิตพร้อมพิมพ์โลโก้ได้ตามต้องการ แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่า ถ้วยกระดาษไม่ได้ใช้ “กระดาษเพียว ๆ” ในการผลิตเสมอไป — ด้านในมักมี ชั้นเคลือบ (Coating) เพื่อเพิ่มคุณสมบัติให้เหมาะสมกับการใส่อาหารและเครื่องดื่ม การรู้จักชนิดของวัสดุเคลือบ จะช่วยให้ผู้ประกอบการเลือกถ้วยกระดาษได้ตรงกับการใช้งาน ลดความเสี่ยงจากการรั่วซึม และเพิ่มความปลอดภัยต่อผู้บริโภค

 

1. ทำไมต้องมีการเคลือบถ้วยกระดาษ?

แม้กระดาษจะมีความแข็งแรงในระดับหนึ่ง แต่โครงสร้างของเส้นใยกระดาษมีช่องว่างที่สามารถดูดซึมความชื้นและน้ำมันได้ง่าย เมื่อสัมผัสกับอาหารหรือเครื่องดื่มที่มี ความชื้นสูง น้ำมัน หรืออุณหภูมิร้อนจัด/เย็นจัด ถ้วยกระดาษอาจสูญเสียรูปทรงหรือเกิดการรั่วซึมได้อย่างรวดเร็ว การเคลือบ (Coating) จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเพิ่มคุณสมบัติและยืดอายุการใช้งานของถ้วยกระดาษ

ประโยชน์ของการเคลือบ

  1. ป้องกันการรั่วซึม
    ชั้นเคลือบทำหน้าที่เป็นเกราะกันน้ำและน้ำมัน ทำให้สามารถใส่อาหารน้ำข้น ซุป หรือเครื่องดื่มเย็นจัดได้โดยไม่ซึมออกมา
  2. เพิ่มความทนทาน
    ถ้วยกระดาษที่เคลือบจะมีความแข็งแรงมากขึ้น คงรูปได้ดี ไม่บิดงอหรือยุ่ยง่าย แม้จะใส่อาหารร้อนหรือมีน้ำหนักมาก
  3. รักษารสชาติและกลิ่นอาหาร
    วัสดุเคลือบช่วยป้องกันไม่ให้กลิ่นและรสของกระดาษซึมเข้าไปในอาหาร และป้องกันกลิ่นจากอาหารซึมออก ทำให้รสชาติคงเดิม
  4. ช่วยในกระบวนการพิมพ์
    พื้นผิวที่เคลือบแล้วจะรับหมึกพิมพ์ได้ดีขึ้น ทำให้สีสันของโลโก้และลวดลายคมชัด ติดทน ไม่เลอะง่าย
  5. เพิ่มคุณสมบัติพิเศษ
    วัสดุเคลือบบางชนิดสามารถออกแบบให้ ทนความร้อนสูง, ย่อยสลายได้ หรือ ใช้วัสดุจากพืช เพื่อรองรับทั้งความต้องการใช้งานและเทรนด์รักษ์โลก

 

2. ประเภทวัสดุเคลือบถ้วยกระดาษที่ใช้กันในปัจจุบัน

 

การเลือกวัสดุเคลือบถ้วยกระดาษมีผลโดยตรงต่อ ความทนทาน ความปลอดภัย และภาพลักษณ์สินค้า ปัจจุบันในอุตสาหกรรมมีการใช้วัสดุเคลือบหลัก ๆ ดังนี้

2.1 การเคลือบ PE (Polyethylene Coating)

คุณสมบัติ:
การเคลือบ PE คือการนำพลาสติกชนิดโพลีเอทิลีน (Polyethylene) มาหลอมเป็นฟิล์มบาง ๆ แล้วเคลือบบนพื้นผิวด้านในของกระดาษ ทำหน้าที่เป็นชั้นป้องกันไม่ให้ของเหลวและน้ำมันซึมผ่านเส้นใยกระดาษได้

  • กันน้ำและกันมันได้ดีเยี่ยม
  • ทนความร้อนได้ประมาณ 80 °C
  • สามารถเคลือบได้ทั้งด้านเดียว (Single PE) หรือสองด้าน (Double PE) ขึ้นอยู่กับประเภทการใช้งาน

ข้อดี:

  • ต้นทุนต่ำและผลิตง่าย – เป็นวิธีการเคลือบที่ใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุด
  • ประสิทธิภาพกันซึมสูง – เหมาะกับอาหารที่มีน้ำซุป น้ำแกง หรือมีน้ำมัน
  • หาซื้อได้ทั่วไป – ทั้งในรูปแบบถ้วยสำเร็จและสั่งผลิตตามขนาด

ข้อจำกัด:

  • ไม่ย่อยสลายตามธรรมชาติ – ทำให้กลายเป็นขยะพลาสติกหากไม่มีการจัดการที่ถูกต้อง
  • รีไซเคิลยาก – ต้องใช้กระบวนการแยกชั้นพลาสติกออกจากกระดาษก่อนนำไปรีไซเคิล ซึ่งใช้ต้นทุนและเทคโนโลยีสูง
  • ไม่เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการสื่อสารภาพลักษณ์รักษ์โลกแบบเต็มรูปแบบ

 

การใช้งานที่เหมาะสม:

ถ้วยซุป , ถ้วยไอศกรีม, ถ้วยอาหารเดลิเวอรี่ที่ไม่ต้องการความร้อนสูงมาก

 

2.2 การเคลือบ PLA (Polylactic Acid Coating)

คุณสมบัติ:
การเคลือบ PLA คือการใช้พลาสติกชีวภาพ (Bioplastic) ที่สกัดจากพืช เช่น ข้าวโพด อ้อย หรือมันสำปะหลัง มาหลอมและเคลือบบนผิวด้านในของถ้วยกระดาษ เพื่อสร้างชั้นป้องกันน้ำและน้ำมัน

  • ย่อยสลายได้ในสภาวะโรงงานคอมโพสท์ (Industrial Composting) ภายในระยะเวลาที่กำหนด
  • กันน้ำและน้ำมันได้ดีในระดับใกล้เคียงกับ PE
  • มีความใสและความยืดหยุ่นดี ทำให้เหมาะสำหรับงานพิมพ์และดีไซน์พรีเมียม

 

ข้อดี:

  • ปลอดภัยต่อผู้บริโภค (Food Grade) – ไม่มีสารอันตรายปนเปื้อน
  • เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม – ผลิตจากวัตถุดิบหมุนเวียน และสามารถย่อยสลายได้
  • เสริมภาพลักษณ์แบรนด์รักษ์โลก – เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการชูจุดขายด้าน Sustainability

 

ข้อจำกัด:

  • ต้นทุนสูงกว่า PE – เพราะวัตถุดิบและกระบวนการผลิตซับซ้อนกว่า
  • ทนความร้อนได้ต่ำกว่า (ประมาณ 50–60 °C) – ไม่เหมาะสำหรับอาหารร้อนจัดหรือเครื่องดื่มร้อน
  • การย่อยสลายต้องใช้สภาวะ  Compost เฉพาะ อาจไม่ย่อยสลายได้รวดเร็วในสภาพธรรมชาติทั่วไป

 

การใช้งานที่เหมาะสม:

  • ถ้วยใส่สลัดหรืออาหารเย็น
  • ถ้วยไอศกรีมและของหวานเย็น
  • บรรจุภัณฑ์ใส่ขนมอบหรือของว่าง
  • งานอีเวนต์หรือร้านค้าที่ต้องการสื่อสารเรื่องความยั่งยืน

 

2.3 การเคลือบน้ำ (Aqueous Coating)

คุณสมบัติ:
การเคลือบน้ำ หรือ Aqueous Coating คือการเคลือบผิวกระดาษด้วยสารเคลือบที่ใช้น้ำเป็นตัวทำละลายผสมกับสารกันน้ำที่ปลอดภัยต่ออาหาร (Food-safe) เคลือบเป็นชั้นบาง ๆ เพื่อช่วยกันความชื้นและน้ำมันในระดับหนึ่ง

  • ให้ผิวสัมผัสที่ใกล้เคียงกับกระดาษธรรมชาติ ไม่เงาหรือมันมาก
  • สามารถพิมพ์ลวดลายหรือโลโก้ลงบนผิวได้อย่างชัดเจน
  • ทนความร้อนได้ดีกว่า PLA และเหมาะกับเครื่องดื่มร้อน

 

ข้อดี:

  • เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าเคลือบพลาสติกทั่วไป – เนื่องจากใช้ปริมาณสารสังเคราะห์น้อย และลดการใช้พลาสติก
  • รีไซเคิลง่าย – โครงสร้างกระดาษไม่ปนเปื้อนด้วยชั้นพลาสติกหนา ทำให้สามารถเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้ง่ายกว่า PE
  • ทนความร้อนดี – เหมาะสำหรับบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มร้อน เช่น กาแฟ หรือชา

 

ข้อจำกัด:

  • กันน้ำและน้ำมันได้น้อยกว่า PE – หากใส่อาหารที่มีน้ำมันเยอะหรือน้ำซุป อาจซึมเร็ว
  • ไม่เหมาะกับการใช้งานที่ต้องการกันซึม 100% หรือเก็บอาหารนานหลายชั่วโมง
  • ราคาสูงกว่าเคลือบ PE เล็กน้อย เนื่องจากต้องควบคุมคุณภาพการผลิต

 

การใช้งานที่เหมาะสม:

  • ถ้วยกาแฟร้อน
  • ถ้วยกระดาษใส่อาหารแห้ง
  • บรรจุภัณฑ์ที่เน้นความเป็นธรรมชาติ

 

2.4 การเคลือบ Bio-based Hybrid

คุณสมบัติ:
การเคลือบ Bio-based Hybrid คือการผสมผสาน วัสดุชีวภาพ (Bio-based material) เช่น พลาสติกจากพืช หรือสารสกัดจากธรรมชาติ ร่วมกับ สารสังเคราะห์ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและคุณสมบัติพิเศษ เช่น ความทนร้อนสูง กันน้ำ หรือกันน้ำมันได้ดี

  • สามารถปรับสูตรให้เหมาะกับประเภทอาหารและเครื่องดื่มที่ต้องการบรรจุ
  • ให้ความสมดุลระหว่างการใช้งานจริงและการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
  • เหมาะกับตลาดที่ต้องการ “นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์” เพื่อสร้างความแตกต่าง

 

ข้อดี:

  • ยืดหยุ่นต่อการออกแบบ – สามารถกำหนดคุณสมบัติให้เหมาะกับการใช้งานเฉพาะ เช่น อาหารร้อนจัด อาหารมันเยอะ หรือเครื่องดื่มเย็นจัด
  • สมดุลระหว่างความยั่งยืนและประสิทธิภาพ – ใช้วัสดุจากพืชเพื่อลดการใช้พลาสติกปิโตรเลียม แต่ยังคงคุณสมบัติความแข็งแรงและกันซึมได้ดี
  • สร้างมูลค่าเพิ่มให้แบรนด์ ด้วยการสื่อสารเรื่องนวัตกรรมและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

 

ข้อจำกัด:

  • ต้นทุนค่อนข้างสูง – เนื่องจากเทคโนโลยีการผลิตและสูตรวัสดุยังอยู่ในช่วงพัฒนา
  • ยังไม่แพร่หลายเท่า PE หรือ PLA – อาจต้องสั่งผลิตพิเศษและมีขั้นต่ำสูง
  • การรีไซเคิลขึ้นอยู่กับชนิดของวัสดุผสม จึงต้องมีการสื่อสารวิธีจัดการหลังใช้งานให้ชัดเจน

 

การใช้งานที่เหมาะสม:

  • บรรจุภัณฑ์พรีเมียมสำหรับอาหารและเครื่องดื่ม
  • งานออกบูธ, อีเวนต์, หรือผลิตภัณฑ์ที่ต้องการโชว์ภาพลักษณ์นวัตกรรม
  • สินค้าส่งออกไปยังตลาดที่มีกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมเข้มงวด

 

3. วิธีเลือกวัสดุเคลือบให้เหมาะกับธุรกิจของคุณ

การเลือกวัสดุเคลือบถ้วยกระดาษไม่ใช่เพียงแค่เรื่องต้นทุน แต่ยังเกี่ยวข้องกับ ความปลอดภัยของผู้บริโภค, คุณภาพสินค้า, และภาพลักษณ์ของแบรนด์ การเลือกที่เหมาะสมจะช่วยให้บรรจุภัณฑ์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพและตอบโจทย์กลยุทธ์การตลาดของธุรกิจ

  1. อาหารร้อนจัด

แนะนำ: เคลือบ PE หรือ Aqueous Coating

  • เหตุผล: PE และ Aqueous มีความทนความร้อนสูงกว่า PLA จึงไม่เสียรูปง่ายเมื่อต้องใส่อาหารร้อน เช่น ก๋วยเตี๋ยว, ซุป, หรือกาแฟร้อน
  • PE เหมาะกับการกันน้ำและน้ำมันได้ดี ในขณะที่ Aqueous จะได้ภาพลักษณ์รักษ์โลกมากกว่า แต่กันน้ำมันได้ไม่เท่า PE

 

  1. อาหารเย็น / ของหวานเย็น

แนะนำ: เคลือบ PLA หรือ PE

  • เหตุผล: PLA ปลอดภัย (Food Grade) และผลิตจากวัสดุชีวภาพ จึงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เหมาะกับเมนูเย็น เช่น ไอศกรีม, สลัดผลไม้, และของหวานเย็น
  • ให้ภาพลักษณ์พรีเมียมและสื่อสารจุดขายด้านความยั่งยืนได้ดี

 

  1. อาหารที่มีน้ำมันเยอะ

แนะนำ: เคลือบ PE หนา

  • เหตุผล: PE กันน้ำมันได้ดีกว่าทุกชนิด เหมาะกับอาหารทอด เช่น ไก่ทอด, เฟรนช์ฟรายส์, หรือแกงกะทิ
  • คงรูปได้ดีแม้เก็บไว้นาน และป้องกันการซึมเลอะภายนอก

 

  1. เน้นภาพลักษณ์รักษ์โลก

แนะนำ: เคลือบ PLA, Aqueous, หรือ Bio-based Hybrid

  • เหตุผล: วัสดุเหล่านี้ผลิตจากพืชหรือใช้พลาสติกน้อยกว่าปกติ จึงเหมาะกับแบรนด์ที่ต้องการเน้นจุดขายด้านความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • PLA ให้ภาพลักษณ์รักษ์โลกชัดเจน, Aqueous ดูเป็นธรรมชาติและรีไซเคิลง่าย, ส่วน Bio-based Hybrid ให้ทั้งความแข็งแรงและนวัตกรรม

 

 

4. เทรนด์วัสดุเคลือบถ้วยกระดาษในปี 2025

อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์กำลังปรับตัวอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนอง ความต้องการด้านสิ่งแวดล้อม, กฎระเบียบของรัฐ, และความคาดหวังของผู้บริโภค โดยเฉพาะเรื่องวัสดุเคลือบถ้วยกระดาษ ซึ่งมีทิศทางที่ชัดเจนดังนี้

 

  1. วัสดุย่อยสลายได้มาแรง
  • PLA และสูตร Bio-based กลายเป็นตัวเลือกที่ได้รับความสนใจมากขึ้น เพราะสามารถสื่อสารจุดขายด้าน “รักษ์โลก” ได้ชัดเจน
  • หลายประเทศ โดยเฉพาะในยุโรปและอเมริกาเหนือ มีกฎหมายลดการใช้พลาสติกจากปิโตรเลียม ทำให้ PLA และ Bio-based Hybrid ถูกนำมาใช้แทนการเคลือบ PE ในสินค้าหลายประเภท
  • แบรนด์ที่ใช้วัสดุเหล่านี้สามารถทำการตลาดโดยเน้น “Eco-friendly” หรือ “Sustainable Packaging” ซึ่งตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่

 

  1. การลดพลาสติกในบรรจุภัณฑ์
  • ผู้ผลิตจำนวนมากเริ่มหันมาใช้ Aqueous Coating แทน PE สำหรับสินค้าบางประเภท โดยเฉพาะถ้วยกาแฟร้อนหรือบรรจุภัณฑ์อาหารแห้ง
  • ข้อดีคือช่วยให้รีไซเคิลง่ายขึ้น ลดปริมาณพลาสติกในระบบ และยังคงความสามารถกันน้ำได้เพียงพอกับการใช้งาน
  • เทรนด์นี้เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการปรับตัวให้สอดคล้องกับนโยบาย “Plastic-free” ของหลายประเทศ

 

  1. การปรับสูตรเคลือบให้ทนร้อนและย่อยสลายได้
  • หนึ่งในข้อจำกัดใหญ่ของ PLA คือทนความร้อนไม่ได้สูง แต่ปัจจุบันมี งานวิจัยและการพัฒนา PLA ทนร้อน (Heat-resistant PLA) ที่สามารถรองรับอุณหภูมิสูงกว่า 80°C
  • นอกจากนี้ยังมีการทดลองใช้วัสดุผสมระหว่าง PLA กับสารธรรมชาติอื่น ๆ เพื่อให้ย่อยสลายได้แม้ในสภาพแวดล้อมทั่วไป ไม่ต้องพึ่งโรงงานคอมโพสท์
  • ถ้าเทคโนโลยีนี้พร้อมใช้ในเชิงพาณิชย์ จะช่วยเปิดตลาด PLA ให้ครอบคลุมเมนูร้อน เช่น กาแฟร้อน หรืออาหารน้ำซุปได้มากขึ้น

 

 

สรุป

การเลือก วัสดุเคลือบถ้วยกระดาษใส่อาหาร เป็นขั้นตอนสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อ คุณภาพการใช้งาน ความปลอดภัยของผู้บริโภค ภาพลักษณ์ของแบรนด์ และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม

ในปัจจุบันมีวัสดุเคลือบหลายประเภทให้เลือก ทั้ง PE, PLA, Aqueous Coating และ Bio-based Hybrid ซึ่งแต่ละแบบมีคุณสมบัติ ข้อดี และข้อจำกัดต่างกัน การตัดสินใจเลือกควรพิจารณาจาก ประเภทอาหารหรือเครื่องดื่มที่บรรจุ, เงื่อนไขการใช้งาน, งบประมาณ และภาพลักษณ์ที่ต้องการสื่อสารกับลูกค้า

ในปี 2025 เทรนด์ชัดเจนว่า วัสดุย่อยสลายได้และการลดการใช้พลาสติก จะมีบทบาทมากขึ้น ผู้ประกอบการที่ปรับตัวตามเทรนด์นี้ได้ จะไม่เพียงแค่ตอบสนองความต้องการของตลาด แต่ยังสร้างความแตกต่างและเพิ่มความน่าเชื่อถือให้แบรนด์ในสายตาผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

 

แหล่งอ้างอิงข้อมูล

ข้อมูลจาก: GMZ.ltd

เรื่อง: Paper Cup Coating: PE vs. PLA vs. Water-Based

ลิงก์: https://gmz.ltd/paper-cup-coating-pe-pla-water-based/#:~:text=PE%20coatings%20are%20durable%20but,they%20may%20have%20performance%20limitations.